อ่าน คิดวิเคราะห์และเขียนสื่อความ
มัธยมศึกษาปีที่5 วิชาการงานอาชีพและเทคโนโลยี
ชื่อ นางสาวพรฉฐ  เกียรติโอภาส  ม.5/4  เลขที่ 38

---------------------------------------------------------------------------------
ความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยี AI
AI-ย่อมาจากอะไร         
            AI ย่อมาจาก Artificial Intelligence หมายถึง ความฉลาดเทียมที่สร้างขึ้นให้กับสิ่งที่ไม่มีชีวิต หลายๆคนคงเคยได้ยินคำๆนี้มาก่อนจากหน้าข่าวต่างๆ ปัญญาประดิษฐ์เป็นสาขาหนึ่งในด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์ ไม่เพียงแต่ด้านวิศวกรรมเป็นหลัก แต่ยังรวมถึงศาสตร์ในด้านอื่นๆอย่างจิตวิทยา ปรัชญา หรือชีววิทยา ซึ่งปัญญาประดิษฐ์เป็นการเรียนรู้เกี่ยวกับกระบวนการการคิด การกระทำ การให้เหตุผล การปรับตัว หรือการอนุมาน และการทำงานของสมอง หรือสามารถสรุปได้ง่ายๆว่า ปัญญาประดิษฐ์จะทำหน้าที่เหมือนกับสมองของมนุษย์นั่นเอง 

นิยามของปัญญาประดิษฐ์

bloggonsite-artificial-intelligence-ai-คือ
                    
    นิยามที่เน้นความคิดเป็นหลัก กับ นิยามที่เน้นการกระทำเป็นหลัก
           ปัจจุบันงานวิจัยหลักๆของ AI จะมีแนวคิดในรูปแบบที่เน้นเหตุผลเป็นหลัก เนื่องจากการนำ AI ไปประยุกต์ใช้แก้ปัญหา ไม่จำเป็นต้องอาศัยอารมณ์ หรือ ความรู้สึกของมนุษย์ อย่างไรก็ตามนิยามทั้ง 4 ไม่ได้ต่างกันโดยสมบูรณ์ และ นิยามทั้ง 4 ต่างก็มีส่วนร่วมที่คาบเกี่ยวกันอยู่หุ่นยนต์ที่ใส่ AI เข้าไป ทำให้สามารถทำงานได้เหมือนมนุษย์
           AI (เอไอ) นั้นถูกเอามาใช้ในงานแทนมนุษย์หลายอย่าง เช่น Call Center (คอล เซนเตอร์) ต่าง ๆ เพื่อลดการใช้แรงงานคน และสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้า แต่อนาคต AI จะสามารถมาแทนการทำงานที่ซับซ้อนของคนได้แน่นอน เช่น การวางแผน การทำกลยุทธ์ทางการตลาด และการสร้างเนื้องาน Content (คอนเทน) ต่าง ๆ 

                       ฉะนั้นการเรียนรู้ที่จะปรับตัว และเรียนรู้ที่จะใช้ AI ให้เป็นประโยชน์นั้นจะมีความสำคัญมากต่อธุรกิจในอนาคต และทำให้ธุรกิจนั้นมีความได้เปรียบนั้นอย่างแน่นอน

เรื่องนี้บอกอะไรกับนักเรียน

              ปัญญาประดิษฐ์หรือ Artificial Intelligence ก็คือ วิทยาการทางด้านปัญญาที่จะมาช่วยให้มนุษย์อย่างเราๆ สามารถแก้ไขปัญหาต่างๆได้ดียิ่งขึ้น เช่น การสร้างหุ่นยนต์ให้มาทำงานได้เหมือนคนจริงๆ หรือ จะใส่เจ้า AI ลงไปในคอมพิวเตอร์ เพื่อให้คอมพิวเตอร์มีการทำงานต่างๆ เลียนแบบพฤติกรรมของมนุษย์ โดยเน้นตามแนวความคิดแบบสมองมนุษย์ที่มีการวางแผนขั้นตอนการเรียนรู้ การตัดสินใจ การแก้ปัญหา รวมไปถึงการเลือกแนวทางการดำเนินการในลักษณะที่คล้ายมนุษย์นั่นเอง

ประโยชน์ที่ได้จากเรื่องนี้ "ต่อตนเองหรือส่วนรวม"

  1. สร้างระบบเรียนรู้ข้อมูลและทำนายข้อมูล ด้วย Machine Learning และ Big Data Platforms คือการเพิ่มศักยภาพในการประมวลผล เรียนรู้ และทำนายผลของข้อมูล เนื่องจาก AI จำเป็นต้องใช้การเรียนรู้ผ่านข้อมูลต่าง ๆ ยิ่งมีข้อมูลเพื่อใช้ในการสอน AI มากเท่าไหร่ เราก็ยิ่งสามารถสร้าง AI ที่ฉลาดขึ้นได้มากเท่านั้น
  2. อุปกรณ์พิเศษเพื่อการประมวลผลเฉพาะทาง สำหรับ AI (AI-optimized Hardware) นอกจาก Big Data แล้ว Machine Learning หรือ AI บางประเภทจำเป็นต้องใช้ทรัพยากรในการประมวลผลจำนวนมาก การนำฮาร์ดแวร์พิเศษที่ถูกออกแบบมาให้มีหน่วยประมวลผลจำนวนมาก เพื่อลดระยะเวลาในการประมวลผลลงได้จึงเป็นส่วนประกอบหนึ่งที่จะมาช่วยให้ AI นั้นสามารถนำมาใช้งานจริงได้
  3. ใช้เป็นผู้ช่วยตัดสินใจ ทำเรื่องยาก ๆ ให้เป็นเรื่องง่าย (Decision Management) การโปรแกรมคอมพิวเตอร์ให้ทำงานตามกฎที่เราตั้งไว้คือความสามารถพื้นฐานของคอมพิวเตอร์ แต่เทคโนโลยี AI สามารถนำมาใช้ช่วยในการตัดสินใจเพื่อหาทางเลือกที่คุ้มค่าที่สุด มีความเสี่ยงน้อยที่สุดหรือใช้เวลาน้อยที่สุดได้
  4. เสริมพลังการแยกแยะ ด้วย Deep Learning ณ เวลานี้ทุกคนคงเข้าใจและตระหนักถึงประโยชน์ของ Machine Learning แต่ถ้าเราสามารถสร้างระบบที่มีความซับซ้อนเพื่อใช้ในการจำแนก แยกแยะสิ่งต่าง ๆ ได้ก็จำเป็นต้องออกแบบ AI ตามวิธีการทำงานของสมองมนุษย์
  5. ระบุตัวต้น ด้วย AI การระบุตัวตนด้วยไบโอเมทริกซ์ ยกตัวอย่างเช่น ม่านตา เสียง ลายนิ้วมือ หน้า หรือภาษากาย เป็นต้น ถือเป็นส่วนหนึ่งของการนำเทคโนโลยี AI ที่ใช้ไบโอเมทริกซ์ในการจดจำรูปแบบ และแยกแยะเพื่อใช้ในการยืนยันตัวตนหรือระบุตัวตน
  6. รู้จักภาษาที่มนุษย์ใช้ ด้วยระบบประมวลภาษาธรรมชาติ (NLP) คือเทคโนโลยีที่จะช่วยทำให้เราสามารถปฏิสัมพันธ์กับคอมพิวเตอร์ได้อย่างเป็นธรรมชาติ  เทคโนโลยี NLP จะทำการวิเคราะห์คำสั่งหรือความต้องการของผู้ใช้ผ่านภาษาธรรมชาติ อาทิ Google นำ NLP มาช่วยให้การค้นหาเอกสารใน Google Drive
  7. ตอบโต้ด้วยเสียง จากระบบรู้จำและสังเคราะห์เสียงพูด (Speech Recognition and Synthesis) เรียกได้ว่าเป็นอีกระบบที่สามารถทำงานร่วมกับระบบ NLP เพื่อให้เราสามารถตอบโต้กับคอมพิวเตอร์ได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และเป็นธรรมชาติยิ่งขึ้น
  8. เข้าถึงทุกบริการ ด้วยผู้ช่วยเสมือนจริง (Virtual Agents) คือเทคโนโลยีที่ทำให้เราสามารถเข้าถึงคลังความรู้หรือบริการต่าง ๆ ได้อย่างไม่รู้จบ เช่น Siri สามารถเข้าถึงและเข้าใจตารางงาน อีเมล ปฏิทิน นาฬิกา ใน Smart Phone ของเรา หรือ Alexa สามารถเข้าถึงบริการของ Amazon หรือ Smart Home Device ของเราได้ด้วยความสามารถในการเข้าใจความต้องการของมนุษย์ และความสามารถในการค้นหาบริการ เพื่อตอบสนองสิ่งที่เราต้องการได้
  9. ระบบอัตโนมัติด้วยเทคโนโลยีหุ่นยนต์ (Robotic Process Automation) เทคโนโลยีหุ่นยนต์ถูกนำมาใช้ในวงการอุตสาหกรรมมาอย่างยาวนาน แต่การนำเทคโนโลยีหุ่นยนต์มาประยุกต์ใช้กับภาคธุรกิจ หรือเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันยังคงอยู่ในวงจำกัดที่สามารถนำมาใช้ปัญหาเฉพาะด้านต่าง ๆ เช่น หุ่นยนต์ทำความสะอาด หุ่นยนต์พนักงานต้อนรับ หรือรถที่สามารถขับเคลื่อนได้ด้วยตัวเอง 
รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

นำสิ่งที่ได้จากเรื่องนี้ไปใช้ในชีวิตประจำวันอย่างไร

  1. ด้านการคมนาคมอัจฉริยะ โดยมีการใช้ระบบ AI เข้ามาควบคุมการทำงานของรถหรือยานพาหนะ เพื่อให้เกิดเป็นจักรกลอัจฉริยะ ที่สามารถควบคุม ความชื้นภายในรถยนต์ หรืออุณหภูมิภายในรถยนต์เพื่อให้เกิดความเหมาะสมกับตัวของผู้ขับขี่นั้น และระบบ AI หรือปัญญาประดิษฐ์นั้น ยังสามารถค้นหาตำแหน่ง หรือเส้นทางที่ใช้ในการสัญจรไปยังปลายทางที่ดีที่สุดโดยใช้เวลาอันสั้นที่สุดซึ่งสำคัญต่อเทคโนโลยีกับชีวิตประจำวันสำหรับผู้ที่เดินทางด้วยรถหรือยานพาหนะ ซึ่งระบบ AI จะเป็นตัวเชื่อมโยงกับดาวเทียมเพื่อหาตำแหน่งของถนน ที่หลีกเลี่ยงการติดขัดจากปัญหาจราจรหนาแน่น รวมไปถึงแจ้งอุบัติเหตุบนท้องถนนได้อีกด้วย
  2. ด้านการประมวลผลภาษา โดยระบบ AI ปัญญาประดิษฐ์ในการประมวลผลทางด้านภาษา จะแปลงภาษาจากภาษาหนึ่ง เป็นอีกภาษาหนึ่ง เพื่อให้ผู้ฟังหรือผู้ที่ต้องการรับข่าวสารนั้น ได้เข้าใจถึงข้อความที่ต้องการจะแปลงของข้อความนั้น ๆ ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งของเทคโนโลยีกับชีวิตประจำวันในกรณีที่ไม่เข้าใจภาษานั้น
  3. ด้านระบบเครือข่ายต่าง ๆ เช่น การค้นหาข้อมูลหรือข่าวสารข้อความที่ต้องการอยากรู้บนระบบเครือข่าย โดยใช้คีย์เวิร์ดในการค้นหา ก็จะสามารถหาได้โดยไม่ยาก ซึ่งเป็นเทคโนโลยีกับชีวิตประจำวันที่ผู้คนให้ความสำคัญมาก ในเรื่องของการค้นหาข้อมูลต่าง ๆ บนระบบเครือข่าย
  4. ด้านการแพทย์หรือด้านสุขภาพต่าง ๆ โดยไม่มีใครที่จะปฏิเสธได้ว่า ไม่เคยป่วยหรือไม่เคยไปโรงพยาบาล ซึ่งเป็นเทคโนโลยีกับชีวิตประจำวันที่เราทุกคนได้สัมผัสกันแทบจะทุกคน ตัวอย่างเช่น การวัดความดันของผู้ป่วยหรือผู้ที่มารับบริการนั้น ๆ โดยระบบจักรกลอัจฉริยะนี้ จะมีการเรียนรู้โดยการบีบรัดจากต้นแขนของผู้ป่วยหรือผู้รับบริการ แล้วนำค่าที่ได้มานั้น นำมาวิเคราะห์และแปลงเป็นตัวเลขให้เราได้เข้าใจกันในเชิง AI ปัญญาประดิษฐ์ที่คอมพิวเตอร์สามารถคิดและประมวลผลเองได้ รวมไปถึงการสแกนร่างกายของผู้ป่วยหรือผู้มารับบริการเพื่อค้นหาจุดผิดปกติของร่างกาย อีกทั้งยังสามารถพินิจวิเคราะห์ถึงโรคที่เป็นและวิธีการแก้ไขและรักษาตัวได้
  5. ด้านการค้าในเชิงธุรกิจพาณิชย์ ซึ่ง AI ปัญญาประดิษฐ์จะเข้ามามีส่วนช่วยในการวิเคราะห์และประมวลผลได้รวดเร็วกว่ามนุษย์  เปรียบเสมือนจักรกลอัจฉริยะ เพื่อคำนวณหาค่า Supply Demand หรือเพื่อให้ความสัมพันธ์ของสิ่งที่ต้องการกับองค์กรอยู่ในจุดที่สามารถหาโอกาสในการทำกำไรให้ได้มากที่สุดให้กับองค์กรนั้นๆ
  6. ด้านระบบรักษาความปลอดภัย ตัวอย่างที่ได้เห็นกัน นั่นคือ จักรกลอัจฉริยะในการสแกนหรือตรวจจับสิ่งผิดปกตินั้น ๆ โดยทางผู้ตรวจสอบได้นำมาเป็นส่วนหนึ่งของเทคโนโลยีกับชีวิตประจำวันเพื่อหาวัตถุต้องสงสัยหรือไม่พึงประสงค์ โดยใช้เวลาในการตรวจสอบไม่นานอีกด้วย
  7. ด้านอื่น ๆ เช่น มีการใช้ระบบ AI โดยการฝังไว้ในหุ่นยนต์ ที่คนเราเข้าใจกันว่า โรบอท (Robot) นี้ ก็คือจักรกลอัจฉริยะชนิดหนึ่ง ที่ผู้คนส่วนใหญ่ต่างให้ความสำคัญเป็นเทคโนโลยีกับชีวิตประจำวัน โดยทำให้เครื่องจักรกลนี้ มีความคิดแบบ AI ปัญญาประดิษฐ์ทำให้สามารถทำหน้าที่แทนคนได้ ตัวอย่างที่ได้เห็นกัน เช่น หุ่นยนต์ทำความสะอาด โดยที่หุ่นยนต์จะสามารถเรียนรู้และตรวจจับขยะได้เองโดยที่เราไม่ต้องจับหุ่นยนต์ไปหาขยะนั้น ๆ
ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ai คือ


แหล่งที่มา : https://www.g-able.com/thinking/artifact-intelligence
                   https://mindphp.com
                   https://bloggonsite.com

ความคิดเห็น